ปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้เหลือแค่เพียงโครงสร้างไม้ หลังคายังคงมุงกระเบื้อง ตั้งอยู่บนเนินสูงในสวนปาล์มของชาวบ้าน ไม่เหลือร่องรอยอย่างอื่นให้ศึกษา
ศาลเจ้าโคกหลาแห่งนี้เป็นศาลเจ้าชาวไทยเชื้อสายจีน โคกหลาคือหลา (ศาลา) เก่า ที่ตั้งอยู่บนเนินสูงซึ่งชาวบ้านมักเรียกว่า โคก ครั้งอดีตเมื่อถึงประเพณีชักพระเดือน 11 (แรม 1 ค่ำ เดือน 11) ชาวบ้านละแวกวัดเขาน้อยจะประดับเรือพนมพระและเรือพนมพระถูกลากจากวัดเขาน้อย ผ่านทุ่งนาและค้างแรมที่โคกหลา 1 คืน ก่อนจะลากลับมาที่วัดเขาน้อยอีกครั้งในวันถัดไป สมัยนั้นใช้หนวน (หนวนหรือหลวน เป็นคำที่คนท้องถิ่นในภาคใต้ใช้เรียกพาหนะที่คล้ายเกวียนแต่ไม่มีล้อ ซึ่งทั่วไปจะหมายถึง เลื่อน ที่ใช้บรรทุกของหนัก) ในการลาก ตามความเชื่อที่ลากไปโคกหลาเพราะต้องการลากเพื่อให้เกิดเป็นพิธี ไม่ต้องลากไปไกลก็ได้แต่ตลอดคืนที่เรือพนมพระไปค้างคืนจะต้องมีคนคุมอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันการลากพระได้เปลี่ยนไปเป็นการค้างคืนที่หน้าอำเภอสิชลแทน
นายจิรพันธ์ สุคนธชาติ
ลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง คำว่า ย่อมุมไม้สิบสอง เป็นคำอธิบายลักษณะส่วนมุมของอาคาร เจดีย์ พระเมรุหรือสิ่งอื่น ๆ ที่ทำให้มุมมีหยักเป็นเหลี่ยมออกมา แทนที่ตรงมุมจะมีเพียงมุมเดียว กลับทำหักย่อลงทำให้เป็น 3 มุม เพื่อเพิ่มความงดงามให้แก่สิ่งก่อสร้าง การย่อมุมทำให้มุมหนึ่งเกิดเป็น 3 มุม อาคาร เจดีย์ หรือ พระเมรุ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างทรงสี่เหลี่ยมมี 4 มุม จึงกลายเป็น 12 มุม สำหรับการย่อมุมใรทาลสถาปัตยกรรมคือ การแตกมุมใหญ่ให้เป็นมุมย่อยหลายๆ มุม แต่ยังรวมอยู่ในรูปของมุมใหญ่ ตามหลักที่นิยมมาแต่โบราณมักเป็นเลขคี่ เช่น แตกเป็นสาม เป็นห้า เรียกว่าย่อไม้สิบสอง ย่อไม้ยี่สิบ การเรียกนับสิบสองหรือยี่สิบ คือเรียกตามจำนวนที่ย่อไม้ทั้งสี่มุมเป็นชื่อจำนวนที่ย่อรวมกัน สำหรับเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองนี้ เป็นอิทธิพลการสร้างเจดีย์ของภาคกลางและภาคเหนือไม่ใช่อิทธิพลของนครศรีธรรมราช สันนิษฐานว่า แนวคิดนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นแนวคิดของช่างในสมัยสุโขทัย เห็นได้จากเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ฐานขององค์ระฆังที่เป็นรูปวงกลมจะวางอยู่บนฐานเจดีย์ที่มีผังเป็นสี่เหลี่ยม แต่เพื่อให้เกิดความกลมกลืนสัมพันธ์กับระหว่างรูปทรงเหลี่ยมกับทรงกลม จึงเกิดแนวคิดในการตัดทอนเหลี่ยมมุม ให้ทั้งสองรูปทรงมีความเชื่อมโยงกันอย่างไม่ติดขัด ภายในเจดีย์มีการบรรจุกระดูกเอาไว้